Posted in

ฉันเซ็นเอกสารหย่าอย่างเงียบ ๆ ขณะที่สามีและครอบครัวของเขาหัวเราะเยาะฉันเสียงดัง พวกเขาคิดว่าฉันเป็นเพียงสาวบ้านนอกน่าสงสารที่ไม่มีที่ไปอีกแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ชายที่กำลังเฝ้ามองพวกเขาผ่านกล้องลับบนยอดตึก คือคนเดียวกันที่สามารถลบล้างทั้งตระกูลของพวกเขาได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที

ฉันเซ็นเอกสารหย่าอย่างเงียบ ๆ ขณะที่สามีและครอบครัวของเขาหัวเราะเยาะฉันเสียงดัง พวกเขาคิดว่าฉันเป็นเพียงสาวบ้านนอกน่าสงสารที่ไม่มีที่ไปอีกแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ชายที่กำลังเฝ้ามองพวกเขาผ่านกล้องลับบนยอดตึก คือคนเดียวกันที่สามารถลบล้างทั้งตระกูลของพวกเขาได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที

### ห้องประชุมอันเย็นเยียบ

ฉันชื่อคลารา อายุยี่สิบหกปี

เมื่อสามปีก่อน ฉันตัดสินใจปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง

ฉันอยากพบผู้ชายสักคนที่รักฉันจริง ๆ ไม่ใช่รักเพราะทรัพย์สินหรือฐานะของครอบครัว

ดังนั้นเมื่อฉันได้พบกับอันตอน นักธุรกิจหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน ฉันจึงแนะนำตัวว่าเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้มาจากครอบครัวร่ำรวย

ฉันรักเขาสุดหัวใจ

ฉันทนต่อคำดูถูกของแม่เขา

และฉันยังใช้เส้นสายของตัวเองอย่างเงียบ ๆ เพื่อช่วยให้บริษัทของเขาได้ลูกค้ารายใหญ่หลายราย

แต่เช้าวันนี้ ฉันได้รู้แล้วว่าเขาตอบแทนฉันอย่างไร

ตอนนี้ฉันยืนอยู่ในห้องประชุมวีไอพี

อีกฝั่งของโต๊ะ อันตอนนั่งอยู่ที่นั่น

ข้างกายเขาคือสเตลลา แฟนใหม่ของเขา ลูกสาวของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล

ส่วนอีกด้านหนึ่ง แม่สามีของฉัน คุณหญิงมาทิลดา นั่งกอดอกด้วยสีหน้าเหยียดหยาม

อันตอนโยนแฟ้มสีน้ำตาลหนา ๆ ลงมาตรงหน้าฉัน

“เซ็นมันซะ คลารา เอกสารหย่า”

น้ำเสียงของเขาเย็นชาและหยิ่งยโส

“อย่าเสียเวลาเลย ผมคุยกับทนายเรียบร้อยแล้ว”

### พิษร้ายของคนหยิ่งผยอง

ฉันมองแฟ้มเอกสาร

จากนั้นหันไปมองสเตลลาที่กำลังยิ้มเยาะ พลางเล่นแหวนเพชรเม็ดโตบนมือของตัวเอง

“สมน้ำหน้าเธอแล้ว!”

คุณหญิงมาทิลดาพูดด้วยน้ำเสียงแหลมจัด

“สามปีที่ผ่านมา เธอก็เป็นแค่ปลิงเกาะครอบครัวเรา! ไม่มีค่าอะไรเลย คลารา! ดูสเตลลาสิ ทั้งรวย ทั้งมีเส้นสาย และสามารถมอบทุกอย่างที่ลูกชายฉันต้องการเพื่อยกระดับบริษัทได้ แล้วเธอล่ะ? แค่คนจนไร้อนาคต!”

“อย่าไปว่าเธอเลยค่ะ คุณป้า”

สเตลลาหัวเราะอย่างเสแสร้ง

เธอหยิบเช็คออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนลงบนพื้นใกล้เท้าฉัน

“นี่ค่ะ คลารา ห้าหมื่นเปโซ เอาไว้ซื้อเสื้อผ้าใหม่กับค่ารถกลับบ้านนอก ถือว่าเป็นเงินทำบุญจากพวกเราก็แล้วกัน”

“รีบเซ็นได้แล้ว”

อันตอนพูดอย่างหมดความอดทน

“คุณสู้ผมไม่ได้หรอก ถ้ายังดื้อจะอยู่ต่อ ผมจะให้ รปภ. ลากตัวคุณออกไปเอง”

ฉันไม่ตอบ

ฉันไม่ร้องไห้

ไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมาจากดวงตาของฉัน

ฉันเพียงหยิบปากกาสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ

ขณะที่ก้มลง ฉันเหลือบมองเครื่องตรวจจับควันที่ติดอยู่บนเพดาน

มีไฟสีแดงดวงเล็ก ๆ กำลังกะพริบอยู่

กล้องลับ

ไม่มีใครในห้องนี้รู้เลยว่า

ทุกคำดูถูก

ทุกคำเหยียดหยาม

ทุกการหัวเราะเยาะ

กำลังถูกถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ไปยังชั้นบนสุดของอาคารแห่งนี้

ไปยังห้องเพนต์เฮาส์ของเจ้าของตัวจริง

ชายเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของย่านธุรกิจทั้งหมดแห่งนี้…

และเขาก็กำลังเฝ้ามองทุกอย่างอยู่

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น

ฉันจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารหย่าอย่างประณีตและเยือกเย็น

เสียงหัวเราะเยาะอย่างสะใจของคุณหญิงมาทิลดาและสเตลลาดังสะท้อนลั่นห้องประชุม ราวกับพวกเธอเพิ่งชนะรางวัลใหญ่ในชีวิต อันตอนกระชากกระดาษแผ่นนั้นกลับไปตรวจสอบด้วยสายตาโลภมาก ก่อนจะเผยรอยยิ้มหยิ่งผยองออกมา

“ยินดีด้วยนะ คลารา บัดนี้เธอหลุดพ้นจากตระกูลผู้ดีของเราแล้ว… อ้อ อย่าลืมเก็บเช็คห้าหมื่นเปโซบนพื้นไปด้วยล่ะ เงินนั่นคงเลี้ยงเธอไปได้อีกหลายเดือนในบ้านนอก” คุณหญิงมาทิลดาเบ้ปาก ชี้ไปที่เช็คที่ตกอยู่แทบเท้าฉัน

ฉันมองเช็คใบนั้นแล้วยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มแรกที่พวกเขาสามคนไม่เคยเห็นตลอดสามปีที่ผ่านมา

“ฉันให้เวลาพวกคุณหัวเราะ… อีกแค่หนึ่งนาทีเท่านั้นค่ะ” ฉันพูดเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกดปุ่มส่งสัญญาณสั้น ๆ บนสมาร์ตวอทช์ที่ข้อมือ

อันตอนขมวดคิ้ว “เธอหมายความว่ายังไง? เสียสติไปแล้วหรือไงคลา…”

ติ๊ด!

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์มือถือของอันตอน คุณหญิงมาทิลดา และสเตลลาก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างบ้าคลั่ง

อันตอนรีบกดดูหน้าจอ หน้าของเขาเปลี่ยนจากสีซีดเป็นเขียวคล้ำในเสี้ยววินาที ข้อมูลหุ้นของบริษัทเขาดิ่งลงเหวราวกับเครื่องบินตก ข้อความแจ้งเตือนการยกเลิกสัญญาจากลูกค้ารายใหญ่ทุกรายพุ่งเข้ามาราวกับพายุ ไม่เว้นแม้กระทั่งธนาคารที่ส่งคำสั่งระงับบัญชีเครดิตทั้งหมดของตระกูล

“เกิดอะไรขึ้น?! บริษัทฉัน… หุ้นโดนเทขายจนเกลี้ยง! สัญญาทุกอย่างถูกฉีกหมดเลย!” อันตอนตะกอกลั่นห้องด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

“ของฉันก็ด้วย!” สเตลลากรี้ดลั่นเมื่อเห็นข้อความจากพ่อของเธอ “คุณพ่อโดนสั่งพักงานและกำลังโดนตรวจสอบทรัพย์สินเร่งด่วน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!”

ประตูห้องประชุมวีไอพีถูกผลักเปิดออกอย่างแรง บอดี้การ์ดชุดดำนับสิบคนในชุดสูทเนี้ยบก้าวเข้ามาล้อมห้องไว้ ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาเหยียบแสนจะก้าวเข้ามา กลิ่นอายความทรงอิทธิพลและออร่าอันน่าสะพรึงกลัวของเขาทำให้อันตอนถึงกับเข่าอ่อนจนต้องเกาะขอบโต๊ะ

“คุณ… คุณวิกเตอร์ วาเลนติโน่!” อันตอนละล่ำละลักเรียกชื่อชายผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นเจ้าของตึกเพนต์เฮาส์หรูแห่งนี้

วิกเตอร์ไม่ได้ชายตาตามองอันตอนแม้แต่น้อย เขาเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน ก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความเคารพอย่างสูงสุด แล้วเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง

“ขออภัยที่ปล่อยให้คนชั้นต่ำพวกนี้ดูถูกคุณหนูมานานถึงสามปีครับ… คุณหนูคลารา วาเลนติโน่

คำว่า ‘คุณหนูวาเลนติโน่’ และ ‘พี่ชาย’ ที่ฉันกำลังจะเอ่ยทัก ทำให้อันตอน คุณหญิงมาทิลดา และสเตลลาเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า สมองของพวกเขาชาหนึบจนคิดอะไรไม่ออก ผู้หญิงบ้านนอกไร้หัวนอนปลายเท้าที่พวกเขาเพิ่งโยนเช็คห้าหมื่นเปโซใส่หน้า… แท้จริงแล้วคือลูกสาวคนเดียวของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งที่กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศนี้ไว้ในมือ!

วิกเตอร์ปรายสายตาเย็นชาไปที่อันตอนและครอบครัว “บริษัทกระจอก ๆ ของแกที่รอดมาได้สามปี ก็เพราะคำสั่งเงียบ ๆ จากคุณหนูของฉัน แต่ในเมื่อแกเลือกที่จะทรยศเธอ… ฉันก็แค่ใช้เวลา 50 วินาทีในการลบตระกูลแกออกจากวงการธุรกิจ และอีก 10 วินาทีที่เหลือ… คือการส่งพวกแกไปลงนรก”

“คลารา… ผมขอโทษ! ผมโดนยัยสเตลลาหลอก!” อันตอนทรุดเข่าลงกับพื้น คลานเข้ามาหวังจะจับชายกระโปรงของฉัน แต่ถูกบอดี้การ์ดเหยียบมือไว้จนเขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด คุณหญิงมาทิลดาที่เคยปากดี บัดนี้เป็นลมพับลงไปกับพื้นเรียบร้อย ส่วนสเตลล่าได้แต่ยืนตัวสั่นระริกเหมือนลูกนกตกน้ำ

ฉันก้าวข้ามผ่านร่างของอันตอนอย่างไม่แยแส เท้าของฉันเหยียบลงบนเช็คห้าหมื่นเปโซใบนั้นจนยับยู่ยี่ ก่อนจะหันไปยิ้มให้พี่ชาย

“ขอบคุณค่ะพี่วิกเตอร์… ไปกันเถอะค่ะ คลาราอยากกลับบ้านของเราแล้ว”

ฉันเดินออกจากห้องประชุมอันเย็นเยียบนั้นมาโดยไม่หันกลับไปมองเศษซากความพินาศของคนโลภพวกนั้นอีกเลย ตลอดสามปีที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้แล้วว่า ความรักที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์กับคนสารเลว และบัดนี้… พญาหงส์อย่างฉัน ได้บินกลับคืนสู่ท้องฟ้าที่สูงส่งเกินกว่าที่พวกกาฝากอย่างพวกเขาจะเอื้อมถึงอีกต่อไป